วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สาระกฎหมายไทย เรื่อง กฏหมายครอบครัว เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
เมื่อการสมรสนั้นมีการจดทะเบียนและไม่เข้าข้อห้ามตามกฎหมายข้ออื่นแล้ว การสมรสนั้น
ก็จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันต่าง ๆ
 ดังนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง สามีภริยา ซึ่งมีผลแยกได้ ๒ ประการคือ

          - ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน
          - ความสัมพันธ์ส่วนตัว

          ๑. ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน เมื่อชายหญิงคู่นั้นได้ทำการสมรสกันตามกฎหมายแล้ว
ทรัพย์สินต่าง ๆ ของแต่ละฝ่าย ที่มีอยู่ก่อนสมรสหรือจะมีขึ้นภายหลังจากการสมรสก็ต้องมีการ
จัดระบบใหม่ ซึ่งกฎหมายก็ได้แยกทรัพย์สินออกเป็น ๒ ประเภท คือ

          ๑.๑ สินส่วนตัว (สินเดิม)
          ๑.๒ สินสมรส

          ๑.๑ สินส่วนตัว กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้
               (ก) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เช่น บ้าน ที่ดิน แก้วแหวน เงิน ทอง ถ้ามีอยู่ก่อนสมรสกันแล้ว กฎหมายถือว่าก็เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้นั้น

               (ข) ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายตามสมควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ให้เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น เครื่องใช้สอยส่วนตัว เช่น แว่นตา แปรงสีฟัน เป็นต้น เครื่องประดับกายเช่น สร้อยคอ แหวน กำไล ต่างหู แต่ต้องพิจารณาถึง ฐานะด้วย ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพก็ต้องดูว่าอาชีพนั้นจำเป็นต้อง ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เช่น เป็นหมอก็ต้องมีเครื่องมือตรวจโรคเป็นชาวนาก็ต้องมีเคียว เป็นต้น

               (ค) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสไม่ว่าโดยการรับ มรดก หรือโดยการให้โดยเสน่หา ในกรณีนี้หมายถึงการได้มาในส่วนตัวโดยแท้ ดังนั้น กฎหมายจึงให้ถือเป็นสินส่วนตัวของแต่ละคนไป เช่น ถ้านายแดงเอ็นดูนางดำ ซึ่งเป็นภริยาของนายขาว ก็เลยยกที่ดินให้ ๑ แปลง กรณีเช่นนี้ การที่นายแดงให้ที่ดินแก่นางดำเป็น เพราะความถูกใจเฉพาะตัวของนายแดงกับนางดำไม่เกี่ยวกับนายขาวเลย ดังนั้นที่ดินแปลงนี้จึงเป็นสินส่วนตัว

               (ง) ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นกฎหมายให้ถือเป็นสินส่วนตัวของหญิง นอกจากนี้ถ้าทรัพย์สินดังกล่าวได้เปลี่ยนสภาพไปเช่น ขายไปได้เงินมา เงินนั้นก็กลายมาเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หรือเอาเงินที่เป็นสินส่วนตัวไปซื้อของของนั้นก็กลายเป็นสินส่วนตัวด้วย

          ๑.๒ สินสมรส กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้
               (ก) ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรส หมายถึง ทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากที่เป็น
สินส่วนตัวแล้ว ถ้าคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายใดได้มาก็ถือว่าเป็นสินสมรสทั้งสิ้น เช่น เงินเดือน โบนัส เงินรางวัลจากลอตเตอรี่ เป็นต้น

               (ข) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยพินัยกรรม หรือโดยการให้ที่
ทำเป็นหนังสือแต่พินัยกรรมหรือหนังสือยกให้นั้นต้องระบุว่าให้เป็นสินสมรสด้วย
      กรณีนี้ต่างกับในเรื่องสินส่วนตัว เพราะว่าการให้หรือพินัยกรรมนั้นต้องระบุชัดว่า ให้เป็นสินสมรส ถ้าไม่ระบุก็ถือเป็นสินส่วนตัว

               (ค) ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว คำว่า "ดอกผล" หมายถึงผลประโยชน์ที่ได้
จากทรัพย์นั้นซึ่งอาจเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือเกิดขึ้นจากความผูกพันตามกฎหมายก็ได้ เช่น มีแม่วัว ลูกวัวก็เป็นดอกผลธรรมชาติ มีรถแล้วเอารถไปให้เขาเช่า ค่าเช่าก็เป็นดอกผลที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย เป็นต้น

                                                              ด้วยความห่วงใย
                                                       จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สาระกฎหมายไทย เรื่อง กฏหมายครอบครัว ว่าด้วยบิดามารดากับบุตร


บิดามารดากับบุตร
1. บุตรชอบด้วยกฎหมาย กรณี ที่เกิดปัญหามีเฉพาะว่าบุตรที่เกิดมาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาหรือไม่ ซึ่งจะมีผลไปถึงอำนาจปกครองของบิดา ค่าอุปกรณ์เลี้ยงดูและการรับมรดกส่วนมรดกนั้นไม่มีปัญหา กล่าวคือ กฎหมายบัญญัติว่า เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ หญิงนั้น
       
     บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา มีได้ 3 ประการคือ
(1) บุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่ทำการสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
(2) บุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ต่อมาบิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง
(3) บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรของบิดา

     นอกจาก  3   กรณีดังกล่าวแล้วจะมีบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาอีกไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าบิดาแสดงพฤติการณ์รับรองว่าเป็นบุตร (ไม่ได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร) เช่น ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูให้ใช้ชื่อสกุล เป็นต้น บุตรดังกล่าวมีสิทธิรับมรดกของบิดาเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ต่างกันแต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย เช่น บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
       
2. สิทธิ หน้าที่ ของบิดามารดาและบุตร
(1) บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฏ บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุล
(2) บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์
(3) บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
(4) บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองหรือสิทธิของบิดามารดา ได้แก่
       ก.กำหนดที่อยู่ของบุตร
       ข.ทำโทษบุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
       ค.ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
       ง.เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ๆ ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(5) ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ กล่าวคือลูก หลาน (ลูกของลูก) จะฟ้องพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และทวดของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาไม่ได้ ซึ่งแต่ก่อนเรียกคดีประเภทนี้ว่า อุทลุม
มรณะบัตร เป็นเอกสารสำคัญทางราชการซึ่งเป็นหลักฐานรายละเอียดเกี่ยวกับการตายของบุคคล
       
3. การย้ายที่อยู่ เมื่อย้ายที่อยู่ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งดังต่อไปนี้
(1)เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้านให้แจ้งการย้ายออกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้อยู่ในบ้านย้ายออก
(2)เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่เข้าอยู่บ้านให้แจ้งภายใน 15 วัน นับแต่วันสร้างเสร็จ เพื่อขอเลขหมายประจำบ้านการแจ้งการสร้างบ้านใหม่และการรื้อถอนบ้านไม่ต้อง เสียค่าธรรมเนียม
       
ความผิด ไม่แจ้งตามข้อ (1)  (2) ภายในกำหนด มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
       
สถานที่แจ้งขอเลขบ้าน      กรณีสร้างบ้านใหม่และการแจ้งรื้อถอนบ้าน
(1)ในเขตเทศบาล ให้แจ้งขอเลขบ้านกรณีสร้างบ้านใหม่หรือแจ้งรื้อถอนบ้านที่สำนักงานเทศบาล
(2)นอกเขตเทศบาล ให้แจ้งขอเลขบ้านกรณีสร้างบ้านใหม่หรือแจ้งรื้อถอนบ้านที่ที่ว่าการอำเภอหรือที่ผู้ช่วยนายทะเบียนประจำหมู่บ้าน
(3)ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งขอเลขบ้านกรณีสร้างบ้านใหม่หรือแจ้งรื้อถอนบ้านที่สำนักงานเขต

                                                                           ด้วยความห่วงใย
                                                                     จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด

สาระกฎหมายไทย เรื่อง การหมั้นและการสมรส


การหมั้นและการสมรส

    1. การหมั้น การหมั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้น ให้ แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับผู้หญิง การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 บริบูรณ์แล้ว
    ผู้ เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบิดาและมารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณี การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ กล่าวคือ เมื่อหมั้นกันแล้วฝ่ายหนึ่งไม่ยอมสมรสด้วย อีกฝ่ายหนึ่งจะฟ้องบังคับไม่ได้ แต่อาจฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายได้
    กฎหมายมิได้บัญญัติว่าจะทำการสมรสได้ต่อเมื่อมีการหมั้นกันก่อน ฉะนั้นชายหญิงอาจทำการสมรสกันโดยไม่มีการหมั้นก็ได้

    ของหมั้น เป็นทรัพย์สินของฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนให้แก่ หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรส กับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ถ้าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย   

    สินสอด  เป็นทรัพย์สินของฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจ สมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้

    2. เงื่อนไขแก่งการสมรส การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้ เช่น ชายหรือหญิงหรือทั้งสองคนอายุไม่ครบ 17 ปีบ ริบูรณ์ แต่มีความจำเป็นต้องทำการสมรสเพราะต้องเดินทางไปต่างประเทศในฐานะครอบครัว ที่เป็นสามีภรรยากัน ศาลอาจเห็นสมควรอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนอายุครบ 17ด ปีบริบูรณ์



    ข้อห้ามมิให้ทำการสมรส
     1. ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
     2.  ชาย หญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดา มารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา กรณีเช่นนี้ลูกพี่ลูกน้องแม้จะใช้ชื่อสกุลเดี่ยวกันก็อาจจะทำการสมรสกันได้ เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามไว้
     3.ชายหรือหญิงขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว
     4.ผู้รับบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ การสมรสจะมีผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น ผู้เยาว์จะทำการสมรสได้จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณี การจดทะเบียนสมรส ตามปกติแล้วจะจด ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตแห่งใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่เขนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิเลาอยู่
    
     3. ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา    สามีภรรยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน
    ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา  ถ้า สามีภริยาได้ทำสัญญาก่อนสมรสในเรื่องทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษอย่างไรก็ให้เป็น ไปตามนั้น ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา นอกจากที่ได้แยกไว้เป็น สินส่วนตัวย่อมเป็น สินสมรส

    สินส่วนตัว  ได้แก่  ทรัพย์สินดังต่อไปนี้
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก หรือโดยการให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น สินส่วนตัวของฝ่ายใดถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นซื้อทรัพย์สินอื่นมา หรือขายได้เป็นเงินมา ทรัพย์สินอื่นหรือเงินนั้นเป็นส่วนตัวของฝ่ายนั้น สินส่วนตัวของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ

    สินสมรส ได้แก่  ทรัพย์สินดังต่อไปนี้
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบถว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัวถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

    4. การสิ้นสุดแห่งการสมรส การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนหรือให้หย่า
    ศาลพิพากษาให้เพิกถอน หมายความว่า การสมรสตกเป็นโมฆียะ เช่น คู่สมรสอายุไม่ครบ 17 ปีบ ริบูรณ์ ผู้เยาว์ทำการสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือสำคัญผิดในตัวคู่ สมรสถูกกลฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ การสมรสนั้นตกเป็นโมฆียะและเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสนั้นก็สิ้นสุด ลง

   
     การหย่า  การ หย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาล การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นตัวหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน และจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนการหย่าแล้ว
    เหตุฟ้องหย่าเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่ามีหลายกรณี แต่จะยกมากล่าวเฉพาะที่สำคัญ ๆ ดังนี้
    (1)สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันสามีภรรยา หรือภริยามีชู้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
    (2)สามี หรือภริยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยาม อีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรงอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
    (3)สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
    (4)สามี หรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือ ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่เป็นอยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่า เป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
    (5)สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
    (6)สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
    (7)สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

                                                                       ด้วยความห่วงใย
                                                                 จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สาระกฎหมายไทย เรื่อง การขาดนัดยื่นคำให้การ


การขาดนัดยื่นคำให้การ
 ........ การขาดนัดยื่นคำให้การนั้น ก่อนอื่นต้องได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยนั้นแล้วและให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน ตาม มาตรา 177 (ป.วิ.พ.) และการส่งหมายนั้นต้องส่งโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย
การส่งหมายเรียกและคำฟ้องตามมาตรา 177 (ป.วิ.พ.) นั้นมีการส่ง อยู่ 2 วิธี คือ
1.การส่งหมายแบบธรรมดา
2.การส่งโดยวิธือื่น 
การส่งหมายโดยวิธีธรรมดานั้น ผู้ส่งหมายต้องส่งหมายให้กับมือมือของจำเลยโดยตรงและจำเลยได้เซ็นรับหมายนั้นไว้แล้วและให้ถือว่าจำเลยได้รับหมายนั้นแล้วและต้องยื่นคำไห้การเป็นหนังสือต่อศาลภายใน 15 วัน 
ส่วน การส่งหมายโดยวิธีอื่นนั้น คือ การเอาหมายนั้นไปปิดที่บ้านหรือสถานที่ที่จำเลยนั้นมีที่อยู่ตามปัจจุบัน โดยหมายนั้นจะต้องปิดโดยเปิดเผยชัดเเจ้งโดยเปิดเผย เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อเอาหมายไปส่งที่บ้านจำเลยแล้วจำเลยนั้นไม่อยู่บ้านและหลังจากปิดหมายเรียกให้ถือว่าจำเลยได้รับหมายภายใน 15 วัน และจำเลย ต้องทำคำไห้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน รวม 30 วัน  และ
. หลังจากส่งหมายเรียกให้กับจำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วตามการส่งหมายเรียกตาม 2 วิธีการข้างต้น โดยชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ โดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 15 วัน หรือตามคำสั่งของศาล ตามมาตรา 197 (ป.วิ.พ.) ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ต้องทำคำร้องขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดสง กล่าวคือ ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดให้ตน(โจทก์)เป็นฝ่ายชนะคดี โดยการขาดนัดยื่นคำให้การต่อศาลตามมาตรา 198 วรรค 1 (ป.วิ.พ.)
แต่ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นดุลพินิจของศาลที่จะจำหน่ายหรือไม่จำหน่ายคดีออกจากสารบบความหรือไม่ก็ได้ตามมาตรา 198 วรรค 2 (ป.วิ.พ.)
ต่อมาเมื่อโจทก์ได้ยื่นคำขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยการที่จำเลยขาดนัดไม่ยื่นคำไห้การต่อศาล แล้ว ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ เว้นแต่ ศาลเห็นเสียว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดและไม่ขัดต่อบทกฎหมาย เช่น สัญญากู้ยืม เป็นต้น ที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยพิพากษาชี้ขาดได้เลยโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว เพราะสัญญากู้ยืมนั้นมีมูลหนี้ความผิดคือเอกสารอันเป็นการกู้ยืมและการพิพากษาชี้ขาดก็ไม่ขัดกับกฎหมายแต่อย่างใด ฉะนั้นศาลจึงไม่ต้องให้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวเพราะ เเค่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมก็ใช้ได้แล้ว
ฉะนั้นศาลจึงมีอำนาจพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยการที่จำเลยผิดนัดยื่นคำให้การได้เลยตามมาตรา 198 วรรค 1 (ป.วิ.พ.) ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ตามมาตรา 198 ทวิ วรรค 1(ป.วิ.พ.)
ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามมาตรา 198 ทวิ วรรค 1 (ป.วิ.พ.) นั้นศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าการนั้นจำเป็นก็ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องคดีที่เกี่ยวกับ
1.สิทธิแห่งสภาพบุคคล
2.สิทธิในครอบครัว
3.คดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์
4.ในกรณีที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นหนี้เงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน เช่นหนี้ละเมิด (เป็นต้น น่ะครับ )
แต่ถ้าเป็นเรื่องคดีเกี่ยวกับ 4 เรื่องข้างต้นนี้ ศาลต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์เป็นฝ่ายเดียวและศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบเองได้ตามความจำเป็นแห่งความยุติธรรม
ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับ 4 เรื่องนี้เสียแล้วถ้าศาลไมสืบพยานหลักฐานโจทก์ฝ่ายเดียวแล้วมีคำพิพากษาหรือมีคำชี้ขาดเลย จะเป็นการพิพากษาหรือคำชี้ขาดที่มิชอบด้วยกฎหมายทันที
แต่ถ้าเป็นเรื่องในกรณีที่เป็นคดีเกี่ยวกับ
1.สิทธิแห่งสภาพบุคคล
2.สิทธิในครอบครัว
3.คดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์
4.ในกรณีที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นหนี้เงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน แล้ว
ถ้าศาลให้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไปฝ่ายเดียวมาแสดงต่อศาล แต่โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบภายในระยะเวลาที่ศาลนั้นกำหนดไว้ให้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไปฝ่ายเดียว ให้ถือเสียว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลความผิด ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ได้ทันที ถ้าจำเลยขาดนัดไม่มาศาลในวันสืบพยาน ไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา...

                                                                          ด้วยความห่วงใย
                                                                    จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด