วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

สาระกฎหมายไทย เรื่อง สัญญาประนีประนอมยอมความ


สัญญาประนีประนอมยอมความ
การประนีประนอมยอมความ เป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่งที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ เป็นสัญญาที่ระงับข้อพิพาทต่างๆ
ความหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ
ตาม มาตรา ๘๕๐ อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน
ประเภทของการประนีประนอมยอมความ แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ
๑. การประนีประนอมยอมความนอกศาล เป็นการระงับข้อพิพาทโดยมีเรื่องพิพาทเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังมิได้นำเรื่ององศาล หรือฟ้องแล้วแต่คดียังไม่ถึงที่สุด แล้วคู่กรณียอมความกันโดยศาลมิรู้ หรือแม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว ก็ยอมความกันได้ การยอมความนอกศาลนี้อยู่ในบังคับมาตรา ๘๕๐ ถึง มาตรา ๘๕๒ และเรื่องนิติกรรม หนี้ สัญญา
๒. การประนีประนอมยอมความในศาล เป็นกรณีที่คดีกำลังอยู่ในศาล หมายถึงการที่มีการฟ้องร้องคดีต่อศาลแล้วในระหว่างที่มีการพิจารณาคดี คู่กรณีได้มีการตกลงระงับข้อพิพาทที่ฟ้องร้องกันโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้วแจ้งให้ศาลทราบและศาลก็จะพิพากษาตามที่คู่ความตกลงกันนั้น
ประโยชน์ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้
๑. รวดเร็ว การประนีประนอมยอมความนี้เป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่รวดเร็วกว่าฟ้องคดีต่อศาลและการอนุญาโตตุลาการ เพราะเพียงคู่กรณีตกลงปรึกษากันให้ข้อพิพาทเสร็จสิ้นไป
๒. ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากการประนีประนอมมีความรวดเร็วและเป็นการตกลงกันเองของคู่กรณี ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนภายนอก เช่น ทนาย หรือแม้จะเป็นการยอมความนอกศาลก็ไม่เสียค่าขึ้นศาล อย่างไรก็ตามหากเป็นการยอมความในศาล ก็ยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรับคำตัดสินพิพากษาจากศาลมาก
๓. รักษาชื่อเสียงและความลับของคู่กรณี เพราะคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทกันเอง
๔. รักษาความสัมพันธ์ของคู่กรณีพิพาท เนื่องจากการยอมความเป็นการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี โดยอาจตกลงกันเอง หรือมีคนกลาง และต้องตกลงด้วยการสมัครใจ ไม่มีกระบวนการพิจารณา ไม่มีการสืบพยานที่มุ่งแต่การแพ้ชนะของคดี
ผลของการประนีประนอมยอมความ
๑. ผลทางกฎหมายของการประนีประนอมยอมความ เป็นไปตามมาตรา ๘๕๒ กล่าวคือ ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น ไม่สามารถไปบังคับกันในข้อพิพาทเดิมได้ ให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นๆ หมดสิทธิเรียกร้องเดิมที่เคยมีในบางกรณีผลของสัญญาประนีประนอมนั้นอาจมีผลถึงบุคคลภายนอกได้
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ใน ฎีกาที่ ๑๒๙๕/๒๕๒๓ ในกรณีประกันภัยรถยนต์ ถ้าผู้เอาประกันภัย ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับผู้ทำละเมิด คงทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา ๘๕๒ ส่วนหนี้ตามสัญญาประกันภัย ระหว่างผู้รับประกันภัย กับผู้เอาประกันภัย ยังไม่ระงับไป ดังนั้น ถ้าผู้ทำละเมิด ไม่ชำระหนี้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความผู้รับประกันภัย จึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประกันภัย ก็รับช่วงสิทธิ ของผู้เอาประกันภัย ไปฟ้องผู้ทำละเมิดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินจำนวนเงิน ตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ
๒. วิธีการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ยอมปฏิบัติตาม
๒.๑ กรณีบังคับตามสัญญาประนีประยอมความนอกศาล ต้องฟ้องต่อศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ฟ้องหนี้เดิมมิได้
๒.๒ กรณีบังคับตามสัญญาประนีประยอมความในศาล เมื่อศาลพิพากษาแล้วมีผลทันทีมิต้องมีการฟ้องอีก หากฟ้องอีกเป็นฟ้องซ้ำ

                                                                     ด้วยความห่วงใย
                                                               จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด

สาระกฎหมายไทย เรื่อง การจำนอง


การจำนอง
ความหมายของการจำนอง
จำนอง คือ การที่บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้จำนองเอาอสังหาริมทรัพย์ของตน เช่น ที่ดินหรือทรัพย์ที่กฎหมายอนุญาตให้จำนองได้ ไปจดทะเบียนไว้กับบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจำนองเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ ทั้งนี้โดยผู้จำนองไม่ต้องส่งมอบที่ดินหรือทรัพย์สินดังกล่าวนั้นให้แก่ผู้ รับจำนอง
(ป.พ.พ. มาตรา 702)
ตัวอย่าง นายเอกได้กู้เงินจากนายโทเป็นจำนวน 2 แสนบาท โดยนายเอกได้นำที่ดินของตนจำนวน 1 แปลงไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้เงินกู้จำนวน 2 แสนบาท ที่นายเอกได้กู้ไปจากนายโท โดยนายเอกไม่ต้องส่งมอบที่ดินของตนให้แก่นายโท นายเอกยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยที่ดินของตนได้ตามปกติ

การจำนองเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้แก่ผู้รับจำนองนั้น
1. การจำนองทรัพย์ของตนเองเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ของตนเอง
ตัวอย่าง นายเอก ได้กู้เงินจากนายโท 2 แสนบาท โดยนายเอกนำที่ดินซึ่งเป็นของตนเองไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้เงินกู้ของนายเอกเอง
2. การจำนองเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ของบุคคลอื่น
ตัวอย่าง นายเอกได้กู้เงินจากนายโท เป็นจำนวนเงิน 2 แสนบาท โดยนายตรีได้นำที่ดินของตนไปจดทะเบียนจำนองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่นายเอกได้กู้ไปจากนายโท

ทรัพย์สินที่อาจใช้ในการจำนองได้
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ได้ 2 ประเภทกล่าวคือ
1. อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน หรือสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดอันติดอยู่กับที่ดินนั้น
2. สังหาริมทรัพย์ ที่จำนองได้ คือ
ก. เรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระว่างตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป
ข. แพ
ค. สัตว์พาหนะ
ง. สังหาริมทรัพย์อื่นๆ ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้จดทะเบียนจำนองได้เช่น เครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นต้น

                                                                                 ด้วยความห่วงใย
                                                                          จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด

สาระกฎหมายไทย เรื่อง การจำนำ


การจำนำ
การจำนำ คือ การที่บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้จำนำนำสังหาริมทรัพย์ไปส่งมอบให้อยู่ในความครอบครองของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่ผู้จำนำเป็นหนี้ผู้รับจำนำ (ป.พ.พ. มาตรา 747)
ตัวอย่าง นาย ก. ได้กู้เงินนาย ข. เป็นเงิน 3,000 บาท โดยนาย ก. มอบสร้อยคอทองคำให้นาย ข. ยึดถือไว้ เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้เงินกู้ 3,000 บาทของนาย ก. สัญญาเช่นนี้ เรียกว่า สัญญาจำนำ
ทรัพย์สินที่จะใช้การจำนำได้
ทรัพย์สินที่จะใช้จำนำได้แก่ สังหาริมทรัพย์ทุกชนิด กล่าวคือ ทรัพย์สินทั้งหลายซึ่งอาจเคลื่อนจากที่หนึ่งไปแห่งอื่นได้เช่น รถยนต์, นาฬิกา, แหวน, สร้อย ฯลฯ
สิทธิของผู้รับจำนำ
ผู้รับจำนำมีสิทธิยึดของที่จำนำไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนแล้วจนครบถ้วน    (ป.พ.พ. มาตรา 758)
สิทธิการจำนำมีขอบเขตเพียงใด
การจำนำย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ดังต่อไปนี้คือ
1. ต้นเงิน
2. ดอกเบี้ย
3. ค่าเสียหายในการไม่ชำระหนี้
4. ค่าธรรมเนียมในการบังคับจำนำ
5. ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาทรัพย์สินที่จำนำ
6. ค่าทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่จำนำ ซึ่งผู้รับจำนำมองไม่เห็นในวันรับจำนำนั้น
เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว หากลูกหนี้ (ผู้จำนำ) ผิดนัดไม่ยอมชำระหนี้ ผู้รับจำนำต้องบังคับจำนำทรัพย์ที่จำนำนั้น ผู้รับจำนองจะยึดถือเอาทรัพย์จำนำหลุดเป็นของตนเองโดยไม่มีการบังคับจำนำไม่ได้

การบังคับจำนำ
          มีวิธีการดังต่อไปนี้คือ
1. ผู้รับจำนำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้ก่อนว่า ให้ลูกหนี้จัดการชำระหนี้รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วภายในเวลาอันสมควรซึ่งได้กำหนดไว้ในหนังสือบอกกล่าวดังกล่าว
2. ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำมีสิทธินำเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาดได้
3. ผู้รับจำนำต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้จำนำทราบถึงวันที่จะขายทอดตลาดและสถานที่ที่จะทอดตลาด

ข้อยกเว้น
แต่ถ้าลูกหนี้ค้างชำระเกินกว่าเวลาที่กำหนด 1 เดือน และไม่สามารถจะบอกกล่าว ก่อนได้ผู้รับจำนำไม่ต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ทราบก่อนแต่อย่างใด ผู้รับจำนำมีอำนาจนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดได้ทันที (ป.พ.พ. มาตรา 765)
ตัวอย่าง นาย ก. ได้กู้เงิน นาย ข. 1 หมื่นบาท กำหนดชำระคืนภายใน 3 เดือน โดยนำแหวนเพชรไปจำนำไว้กับนาย ข. ครั้นเวลาล่วงมาเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว นาย ก. ก็ยังไม่นำเงินไปชำระคืนและไม่ทราบว่านาย ก. ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ใด นาย ข. มีสิทธินำแหวนเพชรดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เลยโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้นาย ก. ทราบก่อนแต่อย่างใด

ข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าถ้าลูกหนี้ผิดนัดแล้วให้ทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของผู้รับจำนำโดยไม่ต้องมีการบังคับจำนำ นั้น ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมไม่สมบูรณ์ไม่มีผลบังคับได้ กล่าวคือกฎหมายบังคับให้ต้องมีการบังคับจำนำด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น ผู้รับจำนำจะใช้สิทธิยึดเอาทรัพย์ที่จำนำหลุดเป็นของตนเองไม่ได้
          ตัวอย่าง นาย ก. ไปกู้เงินจาก นาย ข. เป็นเงิน 1 หมื่นบาท โดยนำแหวนเพชรประจำตระกูลไปจำนำไว้กับนาย ข. กำหนดชำระหนี้คืนภายใน 3 เดือน โดยมีข้อตกลงว่าหากถึงกำหนดแล้ว นาย ก. ยังไม่ชำระหนี้ให้แหวนนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ข. ทันที ครบกำหนด 3 เดือนแล้ว นาย ก.ผิดนัดไม่นำเงินมาชำระต่อมาอีก 3 วันหลังครบกำหนดแล้ว นาย ก. หาเงินมาใช้หนี้ให้แก่นาย ข. และขอไถ่แหวนคืน แต่นาย ข. ไม่ยอมให้อ้างว่าครบกำหนดแล้ว นาย ก. ไม่นำเงินมาชำระแหวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้วตามข้อตกลง จะได้หรือไม่
กฎหมายได้กำหนดไว้แล้วว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สมบูรณ์ไม่มีผลบังคับ ดังนั้น แหวนดังกล่าวจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ก. อยู่หาได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ข. ตามที่กล่าวอ้างไม่ นาย ข. จะต้องรับชำระหนี้และคืนแหวนให้แก่ นาย ก. ไป
เมื่อขายทอดตลาดได้เงินมาแล้วต้องดำเนินการอย่างไร
เมื่อขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใด ผู้รับจำนำมีสิทธิหักเงินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้คืนแก่ตนได้จนครบถ้วน หากมีเหลือเท่าใด ผู้รับจำนำต้องส่งคืนให้แก่ผู้จำนำไป
แต่ถ้าเงินที่ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้คืนแล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใดผู้จำนำต้องใช้คืนให้แก่ผู้รับจำนำครบถ้วน (ป.พ.พ. มาตรา 767)
ตัวอย่าง นาย ก. นำแหวนเพชรไปจำนำไว้กับนาย ข. เป็นเงิน 1 หมื่นบาท แล้วนาย ก. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ นาย ข. จึงบังคับนำแหวนเพชรออกขายทอดตลาดได้เงินเพียง 5,000 บาท นาย ก. ยังต้องรับผิดชอบชดใช้เงินที่ยังขาดอยู่อีก 5,000 บาท ให้แก่นาย ข. จนครบถ้วน

ถ้าในระหว่างจำนำผู้รับจำนำส่งมอบทรัพย์ที่จำนำคืนให้แก่ผู้จำนำแล้วจะมีผลอย่างไร
ถ้าในระหว่างจำนำผู้รับจำนำส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำคืนให้แก่ผู้จำนำแล้ว กฎหมายให้ถือว่าการจำนำนั้นระงับไป ผู้รับจำนำจะใช้สิทธิในการบังคับจำนำเอาทรัพย์นั้นอีกไม่ได้ คงทำได้แต่เพียงฟ้องร้องบังคับตามหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้ค้างชำระแก่ตนได้ เท่านั้น

                                                                      ด้วยความห่วงใย
                                                                จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

สาระกฎหมายไทย เรื่อง การขายฝาก


การขายฝาก
การขายฝาก คืออะไร
     การขายฝาก คือ การซื้อขายอย่างหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นของผู้ซื้อ ฝากทันทีแต่มีข้อตกลงว่า ผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ภายในเวลาที่กำหนดทรัพย์สินใด ขายฝากได้บ้าง ทรัพย์สินทุกชนิดขายฝากได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เรือ นาฬิกา แต่การซื้อขายทรัพย์บางอย่างต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้
แบบของสัญญาขายฝาก
          1. ถ้าเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้) เช่น บ้าน หรือที่ ดิน หรือขายฝากเรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มี ระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป เรือนแพที่คนอยู่อาศัย สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค เป็นต้น
          2. ถ้าเป็นการขายฝากสังหาริมทรัพย์ ที่มีราคา 500 บาทหรือเรียกว่า 500 บาท ขึ้นไป การขายฝากนี้จะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ ให้ผู้ขายและผู้ซื้อลงชื่อไว้ในหนังสือ หรือต้องมีการวางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วนไปแล้ว มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้ศาล บังคับไม่ได้
การไถ่ทรัพย์คืนหรือการซื้อกลับคืน
          1. สินไถ่ คือ จำนวนเงินที่ผู้ขายฝากต้องนำมาชำระแก่ผู้รับซื้อฝาก เพื่อขอไถ่เอา ทรัพย์คืนซึ่งอาจจะตกลงไว้ในสัญญาขายฝากหรือไม่ได้ตกลงไว้ก็ได้ และสินไถ่จะต้องเป็น เงินเสมอและไถ่ถอนกันด้วยทรัพย์สินอย่างอื่นไม่ได้
          2. ระยะเวลาการไถ่คืนทรัพย์สินที่ขายฝาก
              2.1 การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ต้องกำหนดไถ่ถอนกันภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี
              2.2 การขายฝากสังหาริมทรัพย์ ต้องกำหนดไถ่ถอนกันภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี
          3. การไถ่ทรัพย์คืนมีข้อพิจารณาดังนี้
              3.1 ต้องไถ่ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ จะไถ่เมื่อเกินกำหนดแล้วไม่ได้ และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้ซื้อฝากอย่างเด็ดขาด ผู้ขายฝากหมดสิทธิไถ่
              3.2 ขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืนสามารถทำได้ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้รับไถ่
          4. บุคคลที่มีสิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืนได้
              4.1 ผู้ขายฝากหรือทายาทของผู้ขายฝาก
              4.2 ผู้รับโอนสิทธิการไถ่ทรัพย์สินคืน
              4.3 บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้
          5. บุคคลที่มีสิทธิให้ไถ่คืนได้
              5.1 ผู้รับซื้อฝากหรือถ้าหากผู้รับซื้อฝากตายก่อนครบกำหนดเวลาไถ่ ผู้ขาย ฝาก ต้องไปขอไถ่จากทายาทของผู้รับฝาก
              5.2 ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ขายฝากนั้น จากผู้ซื้อฝากเดิมดอกผลของทรัพย์สิน ที่ขายฝากที่เกิดขึ้นในระหว่างการขายฝากดอกผลของทรัพย์สินที่ขายฝากซึ่งเกิดขึ้นใน ระหว่างการขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝาก ค่าธรรมเนียมตอนทำสัญญาขายฝาก ผู้ซื้อฝากเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม
           
                                                                               ด้วยความห่วงใย
                                                                          จาก ทนายชาวบ้าน.ฝึกหัด